หน้าหลัก
บริการข้อมูล
นำเข้าส่ง - ส่งออก
อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ
อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ
อุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์
ห้องปฏิบัติการ
กฎ ระเบียบ มาตรการและนโยบาย
กฎ ระเบียบ
นโยบาย มาตรการ
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
ข่าวสารเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมชีวภาพ
บทวิเคราะห์
Value Chain
อ้อย
มันสำปะหลัง
ปาล์มน้ำมัน
ข้าว
ข้าวโพด
กัญชาและกัญชง
สับปะรด
กาแฟ
โกโก้
ขมิ้น
ฟ้าทะลายโจร
Supply Chain
การศึกษาห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ
พอลิแลคติคแอซิด (PLA)
TPS
พอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอท (Polyhydroxyalkanoates หรือ PHAs)
พอลิบิวทิลีนอะดิเพทเทเรฟทาเลท (Polybutylene Adipate Terephthalate หรือ เรียกโดยย่อว่า PBAT)
พลาสติกชีวภาพ: พอลิบิวทิลีนซัคซิเนต (Polybutylene succinate: PBS)
การศึกษาห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ
กรดอะมิโน
กรดอินทรีย์
เอนไซม์ (Enzyme)
กรดแลคติก (Lactic acid)
การศึกษาห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์
วัคซีน
Monoclonal Antibody
Recombinant Hormones
ยาปฏิชีวนะ (antibiotic)
โพรไบโอติก (Probiotics)
บทวิเคราะห์เชิงลึก
บทวิเคราะห์เชิงลึกเรื่อง การศึกษายุทธศาสตร์
บทวิเคราะห์เชิงลึก “แนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพไทย เตรียมพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของอาเซียน”
บทวิเคราะห์เชิงลึก การศึกษาและวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีความต้องการสูงในตลาดเอเชียและการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่สอดรับกับความต้องการของตลาด
บทวิเคราะห์เชิงลึก การศึกษาข้อมูลการประเมินวัฏจักรชีวิตและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ชีวภาพเพื่อวางแนวทางการปรับปรุงการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพให้บรรลุตามเป้าหมาย ‘Net Zero’
บทวิเคราะห์เชิงลึกการเจาะตลาดอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพสู่การรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลของประเทศมุสลิมในอาเซียน
บทวิเคราะห์เชิงลึกแนวทางการส่งเสริมการใช้ผลผลิตปาล์มน้ำมันส่วนเกินสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง
Green Tax Expense Approval Report
สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ
ข่าวสารเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมชีวภาพ
Home
Bio Innovation Linkage
พบ ‘เชื้อราดำ’ เติบโตใน ‘เชอร์โนบิล’ หวังใช้เป็นโล่ชีวภาพป้องกันกัมมันตภาพรังสี
เนื้อเรื่อง :
มีการค้นพบเชื้อราสีดำที่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่มีกัมมันตภาพรังสีรุนแรงภายในซากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เชอร์โนบิล เชื้อราเหล่านี้ใช้สารสี "เมลานิน" เป็นกลไกในการดูดซับพลังงานจากรังสีและเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อการเจริญเติบโต คล้ายกับการสังเคราะห์ด้วยแสง จากความสามารถดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์จึงมีความหวังที่จะนำเชื้อรามาพัฒนาเป็น "โล่ชีวภาพ" เพื่อป้องกันอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี ผลการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติพบว่าเชื้อราเติบโตได้ดียิ่งขึ้นเมื่อเจอรังสีคอสมิก ซึ่งตอกย้ำศักยภาพในการนำไปใช้ป้องกันรังสีสำหรับภารกิจอวกาศในอนาคต
เนื้อหา :
ย้อนกลับไปในปี 1986 เกิดโศกนาฏกรรมทางนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุด เมื่อเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ในโรงไฟฟ้าปฏิกรณ์นิวเคลียร์เชอร์โนบิล ประเทศยูเครน ได้ระเบิดขึ้น โดยปลดปล่อยรังสีและสารกัมมันตรังสีจำนวนมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบกลายเป็นเขตอันตรายที่มนุษย์ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ และมีการจัดตั้ง “เขตยกเว้น” (Exclusion Zone) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,100 ตร.กม. เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต ในช่วงเวลานั้น นักวิทยาศาสตร์ต่างคาดการณ์ว่าพื้นที่ภายในซากเตาปฏิกรณ์จะกลายเป็นเขตอันตราย ไร้สิ่งมีชีวิตมีเพียงความว่างเปล่า ทว่าเมื่อผ่านไปกว่าสิบปี นักวิจัยพบว่าภายในซากปรมาณูกลับมี “เชื้อราสีดำ” อยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยรังสีระดับเข้มข้น โดยที่พวกมันยังเติบโตและเจริญงอกงามอย่างน่าอัศจรรย์ สร้างความตกตะลึงให้แก่นักวิทยาศาสตร์ เนลลี ซดาโนวา นักจุลชีววิทยาชาวยูเครน ได้รับอนุญาตให้เข้าไปสำรวจภายในซากเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ที่ถูกปิดตาย เมื่อปี 1997 พบว่าตามผนัง เพดาน และแม้แต่ในท่อร้อยสายไฟโลหะ ถูกปกคลุมด้วยเชื้อราสีดำเข้ม จากการสำรวจอย่างละเอียดพบว่ามีเชื้อรามากกว่า 37 ชนิดที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีสูงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อราในกลุ่ม Cladosporium sphaerospermum ที่ถูกกัมมันตภาพรังสีที่มีประจุไฟฟ้าดึงดูดให้เข้าไปหา (radiotropism) ซึ่งพฤติกรรมนี้เปรียบได้กับพืชที่พยายามชูช่อเข้าหาแสงอาทิตย์ ทว่าอนุภาคของสารกัมมันตรังสี ทรงพลังเหนือกว่าแสงอาทิตย์หลายเท่า จนสามารถทำลายดีเอ็นเอและโปรตีนในเซลล์ร่างกาย เหมือนกับกระสุนที่เจาะทะลุทะลวงเนื้อคน ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดการกลายพันธุ์ จนเซลล์ต่าง ๆ และสิ่งมีชีวิตนั้นต้องตายในที่สุด การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าเชื้อราเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่หลบซ่อนตัวจากความตาย แต่พวกมันจงใจเคลื่อนที่เข้าหาใจกลางของรังสีเพื่อจุดประสงค์บางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าการป้องกันตัว ความลับเบื้องหลังความสามารถอันเหนือชั้นของเชื้อราเหล่านี้อยู่ที่เม็ดสี “เมลานิน” (Melanin) ซึ่งเป็นสารสีชนิดเดียวกับที่พบในผิวหนังและเส้นผมของมนุษย์ ในมนุษย์ เมลานินทำหน้าที่ปกป้องเซลล์จากรังสีอัลตราไวโอเลต แต่ในเชื้อราสีดำที่เชอร์โนบิล เมลานินทำหน้าที่เป็นโล่ชีวภาพที่มีประสิทธิภาพสูงกว่านั้นมาก เมลานินในผนังเซลล์ของเชื้อราไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นผิวที่แข็งหรือเรียบเพื่อสะท้อนรังสี แต่โครงสร้างที่ไม่เป็นระเบียบของมันจะกลืนพลังงานจากรังสีและกระจายออกไปแทนที่จะปล่อยให้มันทะลุเข้าไปทำลายกลไกภายในเซลล์นอกจากนี้เมลานินยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเปลี่ยนไอออนที่ทำปฏิกิริยาไวซึ่งเกิดจากรังสีให้กลับคืนสู่สภาวะเสถียร ทฤษฎีการกินรังสี หรือ Radiosynthesis ได้รับการสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญในปี 2007 เมื่อ เอคาเทรินา ดาดาโชวานักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ ทำการวิจัยต่อยอดและพบว่า เชื้อราที่มีเมลานินเหล่านี้เจริญเติบโตได้เร็วขึ้นถึง 10% หากสัมผัสกับรังสีเซเซียม-137 เมื่อเทียบกับสภาวะปรกติ เธอเสนอว่าเชื้อราอาจใช้เมลานินเป็นตัวแปลงพลังงานรังสีไอออไนซ์ให้กลายเป็นพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อนระบบเผาผลาญและเจริญเติบโตได้คล้ายกับคลอโรฟิลล์ในพืช ดาดาโชวาได้ให้ข้อมูลเปรียบเทียบความทรงพลังของพลังงานนิวเคลียร์ไว้ว่า “พลังงานของรังสีไอออไนซ์นั้นสูงกว่าพลังงานของแสงสีขาวที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงถึงหนึ่งล้านเท่า ดังนั้นคุณจึงต้องมีตัวแปลงพลังงานที่ทรงประสิทธิภาพมาก และนั่นคือสิ่งที่เราเชื่อว่าเมลานินสามารถทำได้ คือการแปลงรังสีไอออไนซ์ให้กลายเป็นพลังงานในระดับที่นำไปใช้ประโยชน์ได้” แม้ว่ากลไกการทำงานของเชื้อรายังคงเป็นที่ถกเถียงและต้องการการพิสูจน์ในระดับโมเลกุลเพิ่มเติม แต่การค้นพบนี้ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เพื่อนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในการทำความสะอาดพื้นที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี อย่างฟุกุชิมะหรือเชอร์โนบิลเอง ความมหัศจรรย์ของเชื้อราจากเชอร์โนบิลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บนโลก ในปี 2018 นักวิจัยได้ส่งตัวอย่างเชื้อรา C. sphaerospermum ขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เพื่อทดสอบความสามารถในการรับมือกับรังสีคอสมิก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการสำรวจอวกาศ การทดลองนี้ถูกบรรจุในโมดูล CubeLab ที่ทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ Raspberry Pi และเซนเซอร์วัดรังสีอย่างแม่นยำ ผลการทดลองพบว่าในสภาวะที่มีรังสีสูงและไร้แรงโน้มถ่วง เชื้อราเหล่านี้เติบโตได้เร็วขึ้นกว่าบนโลกถึง 1.21 เท่า นิลส์ อเวเรสช์ นักชีวเคมีผู้ร่วมวิจัยได้ระบุถึงผลการค้นพบนี้ว่า “เชื้อราเติบโตได้ดีกว่าเมื่ออยู่ในอวกาศข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่ารังสีอวกาศไม่เพียงแต่ไม่เป็นอันตรายต่อเชื้อรา แต่มันอาจเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยให้พวกมันขยายพันธุ์ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก” นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพบว่า เมื่อนำเชื้อราสีดำมาเลี้ยงในจานเพาะเชื้อก็สามารถลดปริมาณรังสีที่ผ่านไปยังเซนเซอร์ด้านล่างได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีเชื้อราปริมาณไม่มากนักก็ตาม นวัตกรรม “โล่ชีวภาพ” นี้อาจเป็นกุญแจสำคัญสำหรับภารกิจการตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารหรือดวงจันทร์ เนื่องจากรังสีคอสมิกสามารถทะลุผ่านตะกั่วได้ แต่เชื้อราที่มีชีวิตเหล่านี้ซึ่งเต็มไปด้วยไฮโดรเจนจากน้ำในชีวมวลกลับเป็นวัสดุป้องกันรังสีที่มีประสิทธิภาพสูง ดังนั้นแนวคิดเรื่อง “วัสดุเชิงประกอบที่มีชีวิต” (Living Composites) ด้วยการนำเชื้อราหรือเมลานินมาผสมกับดินบนดาวอังคาร เพื่อสร้างที่พักอาศัยที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้จึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แม้ในที่ที่มนุษย์มองเห็นแต่ความตาย ธรรมชาติยังคงมีหนทางในการวิวัฒนาการที่คาดไม่ถึง เชื้อราสีดำเหล่านี้เปลี่ยนโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ให้กลายเป็นโอกาสในการศึกษาการปรับตัวของชีวิต และอาจกลายเป็นเพื่อนร่วมทางสำคัญของมนุษยชาติในการเดินทางข้ามจักรวาล การเปลี่ยนศัตรูที่มองไม่เห็นอย่างรังสีให้กลายเป็นพลังงานชีวิต ไม่เพียงแต่พิสูจน์ถึงความอัศจรรย์ของชีววิทยา แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เรามองหาวิธีการที่ยั่งยืนในการเผชิญหน้ากับความท้าทายที่อันตรายที่สุดในอนาคต การปรับตัวของเชื้อรานี้เปรียบได้กับการที่ธรรมชาติสร้างชุดเกราะเหล็กที่ไม่ได้มีไว้เพียงแค่กันกระสุน แต่ยังสามารถดูดซับแรงกระแทกของกระสุนเหล่านั้นมาเปลี่ยนเป็นพลังงานขับเคลื่อนผู้สวมใส่ให้ก้าวเดินต่อไปได้ในดินแดนที่ไม่มีใครเคยไปถึง
แหล่งข้อมูล :
bangkokbiznews
URL :
อ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่นี่ >>> Click
<<<