ข่าวสารเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมชีวภาพ

PSP มองเทรนด์อนาคต ก้าวสู่ยุคน้ำมันหม้อแปลง “ชีวภาพ–ปลอดภัย–คาร์บอนต่ำ”

อุตสาหกรรมน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนผ่านสู่การให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการลดคาร์บอน เพื่อตอบโจทย์โครงสร้างพื้นฐานพลังงานยุคใหม่ PSP พัฒนาน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ “EnPAT” ที่เป็นชีวภาพ ติดไฟยาก และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ โดยร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในการทดสอบใช้งานจริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรองรับการจัดทำมาตรฐานในอนาคต EnPAT ผลิตจากน้ำมันปาล์มไทย ช่วยลดการนำเข้า เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบการเกษตร อีกทั้งสามารถนำไปต่อยอดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยน้ำมันใช้แล้วสามารถนำไปผลิตไบโอดีเซลได้มากกว่า 97% ในระยะแรก PSP ตั้งเป้าผลิตเพื่อทดแทนน้ำมันหม้อแปลงน้ำแร่ราว 5% ของตลาดในประเทศ ก่อนขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อผลักดันระบบไฟฟ้าไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
นายเสกสรร ครองพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ [PSP] เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะและต้นทุนเป็นหลัก ไปสู่การพิจารณาปัจจัยด้านความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้าเมือง นิคมอุตสาหกรรม หรือดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีความต้องการใช้พลังงานสูงและต้องการโซลูชันที่มีความเสี่ยงต่ำมากยิ่งขึ้น โดยน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าในอนาคตต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องสำคัญ คือ เป็นชีวภาพ ติดไฟยากเพื่อความปลอดภัยต่อชุมชน และช่วยลดคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่ง EnPAT เป็นผลลัพธ์จากการวิจัยและพัฒนาที่สะท้อนทิศทางดังกล่าวอย่างชัดเจน “ความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยกันผลักดันให้นวัตกรรมเกิดการใช้งานจริงในระดับระบบ เนื่องจากหม้อแปลงไฟฟ้าและน้ำมันหม้อแปลงที่ติดตั้งอยู่ทั่วประเทศต้องเป็นไปตามมาตรฐานของการไฟฟ้า การทดลองใช้งานในระบบจริงจึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตหม้อแปลง ผู้จัดจำหน่ายไฟฟ้า หน่วยงานกำกับดูแล และประชาชน รวมถึงเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาและจัดทำมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ในอนาคต” นายเสกสรร กล่าว สำหรับบทบาทของ PSP ในโครงการ EnPAT บริษัทไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสนับสนุนด้านการผลิต แต่ยังมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการสนับสนุนเงินทุนด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การให้องค์ความรู้เชิงเทคนิครวมทั้งถ่ายทอดประสบการณ์จากการวิจัย พัฒนา และผลิตผลิตภัณฑ์หล่อลื่นมากว่า 30 ปี การทดสอบสมรรถนะและความปลอดภัย ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ภายใต้มาตรฐานการผลิตและคุณภาพการผลิตระดับสากล เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ EnPAT สามารถออกสู่ตลาด และถูกนำไปใช้งานในระบบไฟฟ้าของประเทศในวงกว้าง “การเปลี่ยนผ่านไปสู่น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ ไม่ใช่เพียงเรื่องของผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบซัพพลายเชน ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังผลิตภัณฑ์หมดอายุการใช้งาน ซึ่ง EnPAT สามารถนำไปต่อยอดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยน้ำมันที่ใช้งานแล้วสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลได้มากกว่า 97% นับเป็นการช่วยลดของเสียและเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรภายในประเทศ” นายเสกสรรกล่าวเสริม ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าและน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานจากต่างประเทศในคิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อปี น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ “EnPAT” ผลิตมาจากน้ำมันปาล์มไทย เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทดแทนภายในประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและปริมาณนำเข้า รวมถึงสนับสนุนการใช้วัตถุดิบจากภาคเกษตรไทยให้เกิดมูลค่าเพิ่ม PSP มองว่า ในระยะต่อไป การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาครัฐจะยิ่งเร่งให้ความต้องการใช้น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย EnPAT จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยรองรับทิศทางดังกล่าว พร้อมปูทางไปสู่การกำหนดมาตรฐานใหม่ของระบบจ่ายพลังงานของประเทศในระยะยาว PSP พร้อมเดินหน้าร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพกลายเป็นทางเลือกหลักของระบบไฟฟ้าไทย และเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานไทยสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับเป้าหมาย ของ PSP ระยะแรก PSP มีแผนผลิตน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพเพื่อทดแทนน้ำมันหม้อแปลงน้ำแร่ประมาณ 5% ของส่วนแบ่งตลาดในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานจากภาคการผลิตและจัดจำหน่ายไฟฟ้าภาคครัวเรือน นิคมอุตสาหกรรม รวมถึงรองรับความต้องการใช้จากภาคอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ก่อนจะขยายการผลิตเพื่อตลาดต่างประเทศในลำดับถัดไป นายเสกสรรกล่าวทิ้งท้าย
.infoquest