ข่าวสารเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมชีวภาพ

ดันไทยสู่ฮับยานยนต์เอทานอล E100 ของโลก รับเทรนด์พลังงานสะอาด

“มิสเตอร์เอทานอล” บรรยายใน Motor Expo 2025 เสนอวิสัยทัศน์ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ศูนย์กลางเอทานอล E100 เชื่อมเกษตรพลังงาน รับมือวิกฤตภูมิอากาศและสร้างเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน วันที่ 4 ธ.ค.68 นายอลงกรณ์ พลบุตร ฉายา“มิสเตอร์เอทานอล”ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT) ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท (WCF) และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII) บรรยายพิเศษในการเสวนา “ เชื้อเพลิงชีวภาพ Biofuel พลังงานเกษตรแห่งอนาคต” จัดโดยสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT) ในงาน มหกรรมยานยนต์นานาชาติ Thailand International Motor Expo ครั้งที่ 42 วันพฤหัส ที่ 4ธันวาคม พศ.2568 ภายใต้ธีม “🇹🇭 ประเทศไทย: เกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน“ในหัวข้อ “เอทานอล E100: มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”
ร่งแสวงหาแนวทางในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งที่ขยายตัวรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาค ควบคู่กับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว หรือ Extreme Climate Change โดยเฉพาะคำเตือนเรื่อง “ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ” ของเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ จากเวทีการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิลเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความเร่งด่วนของวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกอย่างชัดเจน และภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น สหภาพยุโรปได้ประกาศนโยบายปลดแอกด้านพลังงาน ด้วยข้อตกลงร่วมกันที่จะยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียภายในปลายปี พ.ศ. 2570 อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามยุติการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียที่ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญด้านพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ ในยุคที่ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV กลายเป็นเทรนด์หลักของโลก และมีอัตราการเติบโตสูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่ายานยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE กำลังจะถึงจุดจบหรือไม่ หากการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยอาจต้องเผชิญผลกระทบเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง ทั้งระบบส่งกำลังของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 4.2 แสนล้านบาท ซึ่งมีความเสี่ยงจะสูญหาย โรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์กว่า 2,500 แห่งที่ต้องเผชิญการปรับตัวครั้งใหญ่ รวมถึงศูนย์บริการและอู่ซ่อมรถกว่า 35,000 แห่งที่อาจไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องร่วมกันตอบคือ เราจะยอมให้การลงทุนและองค์ความรู้ที่สั่งสมมากว่า 50 ปีในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศต้องสูญเปล่าไปหรือไม่ หรือประเทศไทยยังมีทางเลือกในการ “ต่อยอด” ฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ให้ก้าวต่อไปได้ ปัจจุบันประเทศไทยมียานยนต์จดทะเบียนสะสมรวมกว่า 44.9 ล้านคัน โดยเป็นยานยนต์สันดาปถึงร้อยละ 98 และยังเป็นฐานการผลิตยานยนต์อันดับที่ 12 ของโลก ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพที่ยังสามารถพัฒนาและยกระดับได้ หากมีทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม จากบริบทนี้เอง จึงเกิดวิสัยทัศน์ใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง E100 ของโลก ในขณะที่สหรัฐอเมริกา จีน และประเทศอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นนำกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในตลาด EV ประเทศไทยซึ่งมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างทั้งด้านเกษตรพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถเลือกเดินในทิศทางใหม่ เพื่อก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางยานยนต์ E100 แห่งแรกของโลก” ด้วยแนวทางที่ผสานพลังงานจากภาคเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ศักยภาพของเอทานอลถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งระบบพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 2000 ซึ่งเป็นปีแรกของศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยได้เริ่มต้นศักราชใหม่ของเชื้อเพลิงชีวภาพเอทานอลมาแล้วกว่า 25 ปี ปัจจุบันมีโรงงานเอทานอลจำนวน 28 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 7.8 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อผลิตแก๊สโซฮอล์ E10, E20 และ E85 สำหรับจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศในระดับแนวหน้าของโลก ฐานการผลิตดังกล่าวจึงเป็นรากฐานสำคัญที่ประเทศไทยสามารถยกระดับไปสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลก ด้วยการเป็นศูนย์กลางยานยนต์และเชื้อเพลิงชีวภาพ E100 กรณีศึกษาที่พิสูจน์แล้วอย่างชัดเจนคือประเทศบราซิล ซึ่งเป็นผู้นำโลกด้านยานยนต์ Flex-Fuel ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ตั้งแต่ E27 จนถึง E100 ตลาดรถยนต์ของบราซิลแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี Flex-Fuel สามารถประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง โดยมีรถยนต์จากทุกแบรนด์ชั้นนำของโลกที่รองรับการใช้เชื้อเพลิงดังกล่าว ปัจจุบันบราซิลมีรถยนต์ Flex-Fuel เกือบ 40 ล้านคัน และมีผู้ผลิตรายใหญ่จากเยอรมนี อิตาลี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส เข้าร่วมพัฒนาและทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี E100 ได้รับการสนับสนุนจากการพัฒนาระบบ Flex-Fuel ของบริษัท Bosch ที่สามารถใช้ได้ทั้งเอทานอลและน้ำมันเบนซิน การพัฒนาชุดหัวฉีดเชื้อเพลิงเฉพาะสำหรับเอทานอลโดย Magneti Marelli การออกแบบเครื่องยนต์ E100 ประสิทธิภาพสูง ระบบเกียร์ที่รองรับแรงบิดที่เพิ่มขึ้นจากเอทานอล และการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการเผาไหม้ที่มีความแม่นยำสูง บราซิลได้ดำเนินนโยบายเอทานอลมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 40 ปี จนทำให้ยานยนต์ Flex-Fuel คิดเป็นร้อยละ 85 ของรถยนต์ใหม่ที่จำหน่าย สามารถลดการนำเข้าน้ำมันได้ถึง 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมได้ราว 1.5 ล้านตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนสามารถเติบโตต่อไปได้โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากความสำเร็จของบราซิล ประเทศไทยสามารถพัฒนา “พิมพ์เขียว E100” เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์และเชื้อเพลิงชีวภาพ E100 ของโลก โดยตั้งเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ การส่งออก สังคม เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางพลังงานอย่างครบวงจร ทั้งการส่งออกยานยนต์ E100 การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกชิ้นส่วน E100 การเพิ่มมูลค่าการส่งออกเอทานอล การยกระดับรายได้เกษตรกร การสร้างงานใหม่ การลดการนำเข้าน้ำมันดิบ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฝุ่น PM2.5 รวมถึงการกำหนดมาตรฐาน E100 ของไทยสู่ระดับสากล ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยยานยนต์สะสมที่มีอยู่กว่า 44 ล้านคันยังสามารถใช้แก๊สโซฮอล์ E10, E20 และ E85 ต่อไป ขณะที่ยานยนต์รุ่นใหม่ควรได้รับการส่งเสริมให้รองรับการใช้ E100 ควบคู่กับการขยายการผลิตเอทานอล การสนับสนุนการปลูกอ้อยและมันสำปะหลังแบบสมาร์ทฟาร์มแปลงใหญ่ และการพัฒนาต่อยอดสู่เศรษฐกิจอนาคต หรือ New S-Curve ทั้งในด้านไบโอรีไฟเนอรี เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นใหม่ SAF ยานยนต์พลังงานทางเลือก ไฮโดรเจน ฟิวเซล และอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพแห่งอนาคต ความสำเร็จของวิสัยทัศน์นี้ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ความต่อเนื่องและความชัดเจนจากภาครัฐ การพัฒนารถยนต์ Flex-Fuel ร่วมกับผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำ ระบบกระจายเชื้อเพลิงที่ครอบคลุมทั่วประเทศ การกำหนดราคาเอทานอลที่สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน และการตรากฎหมายด้านเศรษฐกิจชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว หนทางแห่งโอกาสอาจยังทอดยาว แต่ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเริ่มต้นก้าวใหม่อย่างกล้าหาญ การตัดสินใจครั้งสำคัญในวันนี้คือการเลือกว่า ประเทศไทยจะเป็นเพียงผู้ตาม หรือจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์ เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว รวมถึงแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
siamrath