หน้าหลัก
บริการข้อมูล
นำเข้าส่ง - ส่งออก
อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ
อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ
อุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์
ห้องปฏิบัติการ
กฎ ระเบียบ มาตรการและนโยบาย
กฎ ระเบียบ
นโยบาย มาตรการ
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
ข่าวสารเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมชีวภาพ
บทวิเคราะห์
Value Chain
อ้อย
มันสำปะหลัง
ปาล์มน้ำมัน
ข้าว
ข้าวโพด
กัญชาและกัญชง
สับปะรด
กาแฟ
โกโก้
ขมิ้น
ฟ้าทะลายโจร
Supply Chain
การศึกษาห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ
พอลิแลคติคแอซิด (PLA)
TPS
พอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอท (Polyhydroxyalkanoates หรือ PHAs)
พอลิบิวทิลีนอะดิเพทเทเรฟทาเลท (Polybutylene Adipate Terephthalate หรือ เรียกโดยย่อว่า PBAT)
พลาสติกชีวภาพ: พอลิบิวทิลีนซัคซิเนต (Polybutylene succinate: PBS)
การศึกษาห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ
กรดอะมิโน
กรดอินทรีย์
เอนไซม์ (Enzyme)
กรดแลคติก (Lactic acid)
การศึกษาห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์
วัคซีน
Monoclonal Antibody
Recombinant Hormones
ยาปฏิชีวนะ (antibiotic)
โพรไบโอติก (Probiotics)
บทวิเคราะห์เชิงลึก
บทวิเคราะห์เชิงลึกเรื่อง การศึกษายุทธศาสตร์
บทวิเคราะห์เชิงลึก “แนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพไทย เตรียมพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของอาเซียน”
บทวิเคราะห์เชิงลึก การศึกษาและวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีความต้องการสูงในตลาดเอเชียและการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่สอดรับกับความต้องการของตลาด
บทวิเคราะห์เชิงลึก การศึกษาข้อมูลการประเมินวัฏจักรชีวิตและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ชีวภาพเพื่อวางแนวทางการปรับปรุงการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพให้บรรลุตามเป้าหมาย ‘Net Zero’
บทวิเคราะห์เชิงลึกการเจาะตลาดอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพสู่การรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลของประเทศมุสลิมในอาเซียน
บทวิเคราะห์เชิงลึกแนวทางการส่งเสริมการใช้ผลผลิตปาล์มน้ำมันส่วนเกินสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง
Green Tax Expense Approval Report
สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ
ข่าวสารเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมชีวภาพ
Home
Bio Innovation Linkage
อาเซียนพร้อมก้าวสู่การผลิตเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ได้สูงถึง 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2050
เนื้อเรื่อง :
ท่ามกลางความจำเป็นเร่งด่วนในการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคการบิน รายงาน ASEAN SAF 2050 Outlook ระบุว่า เศรษฐกิจอาเซียนมีศักยภาพผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ได้สูงถึง 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2050 รายงานดังกล่าวจัดทำโดย GHD ด้วยการสนับสนุนทางการเงินจาก Global Affairs Canada ภายใต้โครงการ Canadian Trade and Investment Facility for Development (CTIF) ซึ่งดำเนินงานโดย Cowater International ร่วมกับ Institute of Public Administrators of Canada โดยมี Boeing เป็นพันธมิตรด้านองค์ความรู้ และสนับสนุน ASEAN Secretariat
เนื้อหา :
ท่ามกลางความจำเป็นเร่งด่วนในการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคการบิน รายงาน ASEAN SAF 2050 Outlook ระบุว่า เศรษฐกิจอาเซียนมีศักยภาพผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ได้สูงถึง 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2050 รายงานดังกล่าวจัดทำโดย GHD ด้วยการสนับสนุนทางการเงินจาก Global Affairs Canada ภายใต้โครงการ Canadian Trade and Investment Facility for Development (CTIF) ซึ่งดำเนินงานโดย Cowater International ร่วมกับ Institute of Public Administrators of Canada โดยมี Boeing เป็นพันธมิตรด้านองค์ความรู้ และสนับสนุน ASEAN Secretariat อาเซียนมีศักยภาพเป็นฐานผลิต SAF ระดับโลก SAF เป็นเชื้อเพลิงอากาศยานที่ผลิตจากทรัพยากรหมุนเวียนหรือของเสียทางชีวภาพ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และใช้ทดแทนน้ำมันเครื่องบินแบบเดิมได้ทันที (drop-in fuel) โดยวัตถุดิบหลักของอาเซียน ได้แก่ น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ของเสียจากข้าว มันสำปะหลัง และเศษวัสดุป่าไม้ รายงานระบุว่า ประเทศอาเซียนที่ทำการศึกษาเกือบทั้งหมดมีศักยภาพเพียงพอในการเป็น “ผู้ส่งออกสุทธิ” ของ SAF โดยเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย มีวัตถุดิบชีวภาพอุดมสมบูรณ์มากที่สุด ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ อาจมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการกระจายสินค้าไปยังตลาดญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ อาเซียนไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยังมีแนวโน้มเป็นตลาดสำคัญของ SAF ด้วย โดยคาดว่าความต้องการ SAF จะเพิ่มจาก 15,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2030 เป็นมากกว่า 700,000 บาร์เรลต่อวันภายในปี 2050 ศูนย์กลางความต้องการหลักคาดว่าจะอยู่ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย รวมถึงตลาดเอเชียอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ด้านอุปทาน SAF จากชีวมวลทางการเกษตรและป่าไม้อย่างยั่งยืน คาดว่าจะเพิ่มจากประมาณ 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2030 เป็นสูงสุด 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2050 ซึ่งสูงกว่าความต้องการในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของอาเซียนในฐานะศูนย์กลาง SAF แห่งอนาคต ภายในปี 2040 อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม อาจกลายเป็นผู้ส่งออกสุทธิ ขณะที่ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ จะเป็นผู้นำเข้าหลักในภูมิภาค ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ใช้แพร่หลายที่สุดในการผลิต SAF คือกระบวนการ Hydroprocessed Esters and Fatty Acids (HEFA) ซึ่ง Boeing เป็นผู้นำในการผลักดันการรับรองเทคโนโลยีดังกล่าวตั้งแต่ปี 2011 การประเมินทางการเงินพบว่า ต้นทุนการผลิต SAF ด้วยเทคโนโลยี HEFA ยังสูงกว่าน้ำมันเครื่องบินจากน้ำมันดิบประมาณ 2 เท่า โดยต้นทุนวัตถุดิบเป็นปัจจัยหลัก ขณะที่เทคโนโลยีทางเลือก เช่น Gasification/Fischer-Tropsch (FT), Alcohol-to-Jet (ATJ) และ Hydrothermal Liquefaction (HTL) มีต้นทุนสูงกว่าถึง 4–7 เท่า อย่างไรก็ตาม ช่องว่างต้นทุนดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาและมีการผลิตในระดับอุตสาหกรรม รองเลขาธิการประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นาย Satvinder Singh ระบุว่า รายงานฉบับนี้ยืนยันถึงข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบชีวภาพของอาเซียน ขณะที่ความต้องการ SAF ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกเปิดโอกาสทางตลาดสำคัญให้ภูมิภาค ด้าน Sharmine Tan ผู้นำด้านความยั่งยืนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Boeing กล่าวว่า อุตสาหกรรมการบินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเพิ่มสัดส่วน SAF ควบคู่กับการใช้เครื่องบินประหยัดพลังงาน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างรับผิดชอบ ขณะที่ Sachin Narang ที่ปรึกษาอาวุโสด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของ GHD ระบุว่า อาเซียนมีของเสียทางการเกษตรและป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ซึ่งสามารถใช้เป็นวัตถุดิบต้นทุนต่ำ ลดส่วนต่างราคาของ SAF เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องบิน พร้อมเน้นย้ำบทบาทของนโยบาย การขยายกำลังผลิต และนวัตกรรมในการลดต้นทุนเทคโนโลยีทางเลือกในระยะกลางถึงยาว
แหล่งข้อมูล :
ASSOCIATION OF SOUTHEAST ASIAN NATIONS
URL :
อ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่นี่ >>> Click
<<<