ข่าวสารเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมชีวภาพ

ปลดล็อกศักยภาพอาเซียนสู่การเป็นผู้นำตลาดเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ระดับโลก

อาเซียนมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ระดับโลก จากความพร้อมด้านวัตถุดิบชีวมวล เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานการผลิต อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาด SAF ยังต้องอาศัยการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน มาตรฐานความยั่งยืน และความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคการบิน
ในขณะที่อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาเซียนมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนอนาคตของการบินที่สะอาดขึ้น อุตสาหกรรมการบินยังคงเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยากที่สุด โดยในปี 2566 คิดเป็นร้อยละ 2.5 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงานทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคการขนส่งส่วนใหญ่ อุตสาหกรรมการบินยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงเหลวเป็นหลัก เนื่องจากข้อจำกัดของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในปัจจุบัน ด้วยจำนวนเที่ยวบินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนโยบายด้านการลดการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) จึงเป็นเครื่องมือระยะใกล้ที่มีศักยภาพมากที่สุดในการลดการปล่อยมลพิษ พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาค ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่จำนวนมาก อาเซียนมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลาง SAF ระดับโลก ซึ่งจะสร้างประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและด้านสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของประเทศสมาชิกในการเปลี่ยนศักยภาพของภูมิภาคให้เป็นห่วงโซ่อุปทานที่มีความน่าเชื่อถือ สามารถขยายตัวได้ และได้รับการยอมรับในระดับสากล ความต้องการ SAF ที่เพิ่มขึ้นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับมาตรการระดับโลกในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคการบิน ภายใต้โครงการ Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation (CORSIA) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ประเทศต่าง ๆ ได้ตกลงร่วมกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป กฎระเบียบดังกล่าวจะถูกบังคับใช้ในวงกว้างมากขึ้นกับเส้นทางบินระหว่างประเทศ ทำให้สายการบินในภูมิภาคจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มนี้ หลายประเทศในอาเซียนกำลังเร่งดำเนินมาตรการเพื่อผสม SAF เข้ากับเชื้อเพลิงอากาศยานเชิงพาณิชย์ โดยคาดว่าความต้องการ SAF ในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นจาก 15,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2573 เป็นมากกว่า 700,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2593 โดยอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์จะเป็นประเทศหลักที่ขับเคลื่อนการบริโภค สิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินหลักของภูมิภาค จะกำหนดให้เที่ยวบินขาออกใช้ SAF ในสัดส่วนร้อยละ 1 ตั้งแต่ปีนี้ และเพิ่มเป็นร้อยละ 3–5 ภายในปี 2573 อินโดนีเซียตั้งเป้าหมายเริ่มต้นการใช้ SAF ในสัดส่วนร้อยละ 1 ภายในปี 2570 และมีเป้าหมายระยะยาวเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ภายในปี 2603 ขณะที่มาเลเซียตั้งเป้าหมายให้มีการผสม SAF ในสัดส่วนร้อยละ 47 ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของภาคการบินภายในปีเดียวกัน อาเซียนกำลังวางรากฐานด้านการผลิตและการค้า SAF เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น อินโดนีเซีย โดยบริษัทน้ำมันและก๊าซแห่งชาติ Pertamina ได้พัฒนา SAF ที่มีส่วนผสมร้อยละ 2.4 ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์แรก ๆ ของภูมิภาค และบริษัทลูกด้านการกลั่นได้รับการรับรอง ISCC ที่สอดคล้องกับ CORSIA ในมาเลเซีย Petronas ได้ลงนามข้อตกลงสำคัญกับ Malaysia Aviation Group ในปี 2566 เพื่อจัดหา SAF มากกว่า 230,000 ตัน ตั้งแต่ปี 2570 สิงคโปร์และไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของภูมิภาคที่เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ โดยโรงงานชั้นนำของสิงคโปร์มีกำลังการผลิต 1 ล้านตันต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมีกำลังการผลิตปัจจุบัน 6 ล้านลิตรต่อปี และมีแผนเพิ่มเป็น 24 ล้านลิตร นอกจากกำลังการผลิตแล้ว จุดแข็งที่แท้จริงของอาเซียนคือความหลากหลายของวัตถุดิบ โดยการศึกษาด้านเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ล่าสุดพบว่า ภูมิภาคมีศักยภาพในการผลิต SAF จากเศษเหลือทางการเกษตร ของเสียจากป่าไม้ และขยะชีวภาพ เช่น น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด มะพร้าว ผลปาล์ม และผลพลอยได้จากป่าไม้ หากสามารถนำวัตถุดิบเหล่านี้มาใช้ได้เต็มศักยภาพ อุปทาน SAF จากวัตถุดิบในภูมิภาคอาจสูงถึง 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2593 อย่างไรก็ตาม การบรรลุศักยภาพดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่การเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ แต่ยังต้องสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับในระดับสากลของการผลิต SAF ภายใต้ CORSIA คุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและมูลค่าทางการค้าของเชื้อเพลิงขึ้นอยู่กับการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิต ซึ่งพิจารณาตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต ผลกระทบด้านการใช้ที่ดิน และระบบโลจิสติกส์ การจำแนกประเภทของวัตถุดิบว่าเป็น “ของเสีย” “วัสดุเหลือใช้” “ผลพลอยได้” หรือ “ผลิตภัณฑ์ร่วม” ส่งผลโดยตรงต่อค่าความเข้มข้นของคาร์บอน ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของความท้าทายนี้ โดยกำลังศึกษาค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉพาะประเทศสำหรับ SAF จากกากน้ำตาลผ่านกระบวนการ Alcohol-to-Jet (ATJ) เนื่องจากมาตรฐานสากลจัดให้กากน้ำตาลเป็นผลิตภัณฑ์ร่วม ขณะที่ภาคเกษตรไทยมองว่าเป็นผลพลอยได้มูลค่าต่ำจากการผลิตน้ำตาล การแก้ไขความแตกต่างด้านการคำนวณดังกล่าวมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ปัจจุบันการพัฒนา SAF ในภูมิภาคยังพึ่งพาเทคโนโลยี HEFA ซึ่งใช้วัตถุดิบ เช่น น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว แม้เป็นเทคโนโลยีที่มีความพร้อมเชิงพาณิชย์ แต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับความต้องการ SAF ในระยะยาวได้ อาเซียนจึงจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีทางเลือก เช่น Alcohol-to-Jet (ATJ), Fischer-Tropsch (FT) และ Hydrothermal Liquefaction (HTL) เพื่อใช้ประโยชน์จากเศษเหลือทางการเกษตรและชีวมวลประเภทอื่น เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายด้าน SAF ให้กลายเป็นโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องมีกรอบนโยบายที่ชัดเจน สนับสนุนกระบวนการรับรองมาตรฐาน และลดความเสี่ยงด้านการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ ในระดับภูมิภาค ควรใช้ประโยชน์จากกลไก เช่น ASEAN Plan of Action for Energy Cooperation (APAEC) และ ASEAN Sustainable Aviation Action Plan เพื่อสร้างมาตรฐานด้านความยั่งยืนร่วมกัน ประเมินช่องว่างด้านความพร้อม และสนับสนุนการค้าข้ามพรมแดนของวัตถุดิบ ด้วยการเชื่อมโยงประเทศที่มีวัตถุดิบจำนวนมากเข้ากับศูนย์กลางการกลั่นและศูนย์กลางการบิน อาเซียนสามารถเปลี่ยนจุดแข็งที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นห่วงโซ่คุณค่า SAF ระดับโลกที่มีความสามารถในการแข่งขัน
aseanenergy