ข่าวสารเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมชีวภาพ

UK Sustainable Aviation ปรับ Roadmap มุ่งสู่ Net Zero Aviation ปี 2050 ชู SAF เป็นกลไกหลักลดการปล่อยคาร์บอน

Sustainable Aviation ของสหราชอาณาจักรเปิดตัว Roadmap การลดการปล่อยคาร์บอนภาคการบินฉบับปี 2026 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050 โดย SAF ยังคงเป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาดว่าจะมีสัดส่วนถึง 65% ของการใช้เชื้อเพลิงการบินทั้งหมดในปี 2050 และมีส่วนช่วยลดการปล่อยรวมประมาณ 31% ขณะที่การพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ การปรับปรุงน่านฟ้าและการดำเนินงาน การลดการเติบโตของความต้องการเดินทาง และเทคโนโลยีการกำจัดก๊าซเรือนกระจกจะเป็นกลไกสนับสนุนเพิ่มเติม ทั้งนี้ Sustainable Aviation เรียกร้องให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรเร่งสร้างนโยบายและกลไกสนับสนุนการลงทุน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงวัตถุดิบและลดต้นทุน SAF ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม SAF และ GGRs ภายในประเทศ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่การบินคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
กลุ่มความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการบินของสหราชอาณาจักร Sustainable Aviation เปิดเผย Roadmap การลดการปล่อยคาร์บอนของภาคการบินฉบับปรับปรุงปี 2026 (Decarbonisation Roadmap 2026) ซึ่งกำหนดแนวทางสำหรับภาคการบินของสหราชอาณาจักรในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 โดยผลการวิเคราะห์จากหลายสถานการณ์ชี้ว่า เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) จะยังคงเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน ภายใต้สถานการณ์หลัก (Central Scenario) คาดว่า SAF จะมีสัดส่วนประมาณ 65% ของการใช้เชื้อเพลิงการบินทั้งหมดภายในปี 2050 และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของเชื้อเพลิงได้ประมาณ 80% ส่งผลให้ SAF มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของภาคการบินประมาณ 31% ขณะที่แนวทางอื่น ๆ ได้แก่ การปรับปรุงและเปลี่ยนฝูงบินคิดเป็นประมาณ 20% การปรับปรุงน่านฟ้าและการดำเนินงานด้านการบิน 4% การชะลอการเติบโตของความต้องการเดินทางทางอากาศ 15% และการกำจัดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Removals: GGRs) จะช่วยลดการปล่อยในส่วนที่เหลือ Sustainable Aviation ระบุว่า แม้จำนวนผู้โดยสารที่เดินทางผ่านสนามบินของสหราชอาณาจักรจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของภาคการบินกลับมีแนวโน้มลดลง โดยระหว่างปี 2005–2024 จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 28% ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของภาคการบินลดลงประมาณ 1% และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยต่อผู้โดยสารลดลงประมาณ 22% นอกจากนี้ การใช้ SAF ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิได้ประมาณ 2.5% เมื่อพิจารณาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระบบ UK Emissions Trading Scheme (UK ETS) ซึ่งนับเป็นการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยของสหราชอาณาจักรผ่านการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการปล่อยที่สูงกว่าสัดส่วนที่ภาคการบินรับผิดชอบโดยตรง Sustainable Aviation ระบุว่า การลดการปล่อยสุทธิทั้งหมดอาจอยู่ที่เกือบ 13% Roadmap ฉบับปี 2026 ยังเพิ่มความสำคัญของ GGRs เมื่อเทียบกับฉบับปี 2023 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนเทคโนโลยี โดยต้นทุน SAF ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ต้นทุนของเทคโนโลยีการกำจัดก๊าซเรือนกระจกลดลง ส่งผลให้เส้นทางการลดการปล่อยของภาคการบินมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงตามต้นทุน เทคโนโลยี และสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม Sustainable Aviation ได้กำหนดเป้าหมายการใช้ SAF ในระดับที่ สูงกว่าทิศทางที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำหนดไว้ในปัจจุบันผ่าน SAF Mandate โดยให้เหตุผลว่าอุตสาหกรรมมีความมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด รวมถึงคาดว่าในอนาคตจะมีวัตถุดิบสำหรับผลิต SAF ที่หลากหลายมากขึ้น และอาจมีความต้องการซื้อ SAF โดยสมัครใจเพิ่มเติมนอกเหนือจากระดับที่กำหนดตามกฎหมาย ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารจัดการจราจรทางอากาศ Sustainable Aviation ระบุว่า การปรับปรุงน่านฟ้า (Airspace Modernisation) เป็นปัจจัยสำคัญต่ออนาคตของอุตสาหกรรมการบิน เนื่องจากเส้นทางการบินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้วในปัจจุบัน ขณะเดียวกันยังช่วยรองรับการเติบโตของภาคการบินและเพิ่มความน่าเชื่อถือในการให้บริการ สำหรับเทคโนโลยีอากาศยาน คาดว่าเครื่องบินที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันหรืออยู่ระหว่างการก่อสร้างจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 10% ของการลดการปล่อยทั้งหมดภายในปี 2050 ขณะที่เครื่องบินรุ่นใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาคาดว่าจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นประมาณ 25% เมื่อเทียบกับเครื่องบินรุ่นที่ถูกทดแทน และจะช่วยลดการปล่อยเพิ่มเติมอีกประมาณ 10% ทั้งนี้ Hydrogen ยังคงถูกมองว่ามีบทบาทสำคัญต่อการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของการบินในระยะยาว แต่ Roadmap ฉบับใหม่ได้ปรับลดบทบาทของ Hydrogen ในช่วงเวลาจนถึงปี 2050 ลง Sustainable Aviation ประเมินว่า หากได้รับการสนับสนุนด้านนโยบายที่เหมาะสม อุตสาหกรรมการบินของสหราชอาณาจักรจะสามารถรองรับการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 1.7% ต่อปีจนถึงปี 2050 โดยคาดว่าการเติบโตของความต้องการเดินทางจะชะลอลงในระยะยาว เนื่องจากราคาบัตรโดยสารที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ Sustainable Aviation เรียกร้องให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรเร่งดำเนินมาตรการสนับสนุน ได้แก่ การลดต้นทุน SAF การเพิ่มความพร้อมด้านวัตถุดิบ การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม SAF ภายในประเทศ การเร่งจัดทำกลไกสร้างความมั่นใจด้านรายได้ (Revenue Certainty Mechanism) การสนับสนุนการพัฒนาโครงการ SAF การสร้างตลาดสำหรับ GGRs การเดินหน้าปรับปรุงน่านฟ้า และการจัดสรรเงินทุนระยะยาวสำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานและเครื่องยนต์ Sustainable Aviation ย้ำว่า การบรรลุเป้าหมาย Net Zero Aviation ภายในปี 2050 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคการบิน อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงยุคใหม่ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอน และภาครัฐ เพื่อเร่งการพัฒนาและขยายการใช้เทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินของสหราชอาณาจักรในระยะยาว
greenairnews