ข่าวสารเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมชีวภาพ

Boeing จับมือ Pertamina อินโดนีเซีย สำรวจแนวทางพัฒนาเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF)

บริษัทพลังงานของรัฐอินโดนีเซีย Pertamina ได้ลงนาม (MoU) กับ Boeing เพื่อสำรวจโอกาสในการพัฒนาระบบนิเวศเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) ในประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันศึกษาแหล่งวัตถุดิบที่มีศักยภาพ พัฒนาเทคโนโลยี และสนับสนุนการผลักดันนโยบายที่จำเป็นต่อการเร่งการใช้ SAF ภายใต้วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ Asta Cita ของประธานาธิบดีอินโดนีเซีย Prabowo Subianto การพัฒนา SAF ถือเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากภาคการบิน ทั้งนี้ รายงาน ASEAN 2050 SAF Outlook ระบุว่า อินโดนีเซียเป็นหนึ่งใน 3 ประเทศชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพด้าน SAF และมีโอกาสก้าวขึ้นเป็น ผู้ส่งออก SAF สุทธิภายในปี 2040 โดยคาดว่าจะมี SAF ส่วนเกินสูงถึง 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2050
“อินโดนีเซียมีความพร้อมอย่างมากที่จะเป็นผู้นำการเติบโตของการบินอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” Indra Duivenvoorde กรรมการผู้จัดการ Boeing Indonesia กล่าว พร้อมระบุว่า Boeing ยินดีร่วมมือกับ Pertamina ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ SAF ตั้งแต่การค้นหาแหล่งวัตถุดิบที่มีศักยภาพ ไปจนถึงการสนับสนุนด้านการศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อส่งเสริมการใช้ SAF และสนับสนุนอนาคตที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมการบินและเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย Pertamina ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาระบบนิเวศ SAF ของประเทศแล้ว รวมถึงการผลิตและรับรอง Pertamina SAF และการนำไปใช้โดย Pelita Air ซึ่งเป็นสายการบินพาณิชย์ในเครือ Pertamina รวมถึงโครงการ Cilacap Biorefinery ของ PT Pertamina Patra Niaga ซึ่งมีเป้าหมายผลิต SAF และ HVO จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วและวัตถุดิบยั่งยืนจากของเสียประเภทอื่น ๆ Simon Aloysius Mantiri ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PT Pertamina (Persero) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ Boeing เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างอุตสาหกรรม SAF ของอินโดนีเซีย โดยอินโดนีเซียมีทรัพยากรภายในประเทศจำนวนมาก ขณะที่ Pertamina มีความสามารถด้านการกลั่น และ Boeing มีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการบินระดับโลก ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรม SAF ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจอินโดนีเซีย และสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคการบิน Boeing คาดการณ์ว่า การเดินทางทางอากาศของผู้โดยสารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี และสายการบินในภูมิภาคจะต้องการเครื่องบินใหม่ประมาณ 4,885 ลำภายในปี 2044 โดย SAF จะมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากภาคการบิน จากรายงาน ASEAN 2050 SAF Outlook ซึ่ง Boeing มีส่วนร่วมในการจัดทำ คาดว่าความต้องการ SAF ในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 15,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2030 เป็น 142,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2040 และมากกว่า 700,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2050 โดยอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยจะเป็นศูนย์กลางความต้องการ SAF ที่สำคัญของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ศักยภาพการผลิต SAF จากชีวมวลทางการเกษตรและป่าไม้อย่างยั่งยืนคาดว่าจะอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงคาดการณ์ โดยเพิ่มจาก 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2030 เป็น 7.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2040 และอาจสูงถึง 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2050 ส่งผลให้ประเทศในภูมิภาคมีศักยภาพในการผลิต SAF ได้มากกว่าความต้องการภายในประเทศและสามารถเป็น ผู้ส่งออก SAF สุทธิ ได้ โดยไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์มีแนวโน้มที่จะมีปริมาณ SAF ส่วนเกินสูงที่สุดหลังจากรองรับความต้องการภายในประเทศแล้ว รายงานระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพด้านอุปทาน SAF สูงกว่าความต้องการอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ภูมิภาคมีความได้เปรียบในการพัฒนาเป็นศูนย์กลาง SAF ในอนาคต และสามารถมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนของภาคการบินระหว่างประเทศผ่านการผลิตและส่งออก SAF นอกจากนี้ การกำหนด มาตรการผสม SAF ภาคบังคับ (SAF blending mandates) หรือเป้าหมายการใช้ SAF จะช่วยกระตุ้นความต้องการและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาด ขณะที่การจัดตั้ง ASEAN SAF Alliance อาจช่วยประสานและทำให้กฎระเบียบระหว่างประเทศมีความสอดคล้องกัน รวมถึงช่วยประสานด้านอุปทาน ความต้องการ การรับรองมาตรฐาน และกรอบการซื้อขาย SAF ในภูมิภาคได้มากขึ้น
greenairnews