ห่วงโซ่คุณค่าของพืชที่สำคัญ

ห่วงโซ่คุณค่าของพืชที่สำคัญ


การศึกษาข้อมูลพื้นฐานของพืชเศรษฐกิจนำร่องสำคัญของไทย


ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) : มะพร้าว


>
มะพร้าว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cocos nucifera เป็นพืชอยู่ในวงศ์ปาล์ม เป็นพืชยืนต้น มีลำต้นเดี่ยว กลม ตั้งตรง สูงประมาณ 20-30 เมตร ไม่แตกกิ่งก้าน เจริญเติบโตได้ดีในเขตภูมิอากาศร้อน ระหว่างละติจูด 23 องศาเหนือและใต้ โครงสร้างของผลแบ่งออกเป็นหลายชั้น เริ่มจากผนังผลชั้นนอก (epicarp) ซึ่งเป็นเปลือกด้านนอก ถัดเข้ามาเป็นผนังผล ชั้นกลาง (mesocarp) หรือส่วนที่เป็นใยมะพร้าว และด้านในสุดคือ ผนังผลชั้นใน (endocarp) หรือกะลามะพร้าว ภายในกะลาเป็นส่วนของเอนโดสเปิร์มมีทั้งในรูปของแข็งและของเหลว รูปของแข็งคือ เนื้อมะพร้าว ส่วนในรูปของเหลวคือน้ำมะพร้าว เมื่อผลมะพร้าวยังอ่อน เอนโดสเปิร์มจะมีลักษณะบาง นุ่ม และมีน้ำอยู่มาก จึงนิยมเก็บมาบริโภคทั้งน้ำและเนื้อ เมื่อมะพร้าวเจริญเติบโตจนแก่ เปลือกนอกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขณะที่เอนโดสเปิร์มจะหนาและแข็งขึ้น พร้อมทั้งดูดซึมน้ำมะพร้าวลดลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผลแก่จัดและหลุดร่วงจากต้น มะพร้าวมีพืชที่มีสารอาหารจำนวนมาก ประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิด ได้แก่ โพแทสเซียม แมกนีเซียม และธาตุเหล็ก มีวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินบีรวม และวิตามินอี และอีกจุดเด่นสำคัญของมะพร้าว คือ ไขมันดี (Medium-Chain Triglycerides หรือ MCTs) ไขมันชนิดนี้มีลักษณะเฉพาะ คือ มีสายโซ่โมเลกุลขนาดกลาง ทำให้ให้พลังงานได้รวดเร็วกว่ากรดไขมันทั่วไป โดยเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะสามารถย่อยและดูดซึมได้เร็วและถูกลำเลียงไปยังตับโดยตรงและเปลี่ยนเป็นพลังงานแทนที่จะสะสมเป็นไขมันส่วนเกิน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยพิจารณาประเด็นครอบคลุมด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิต มูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนปัจจัยด้านโอกาสทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ปลายทางของมะพร้าว รวมถึงปัจจัยสนับสนุนที่เอื้อต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการแปรรูปมะพร้าว จึงได้ทำการสำรวจเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับราคาผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่มูลค่าของมะพร้าว พบว่า ผลิตภัณฑ์ขั้นต้นอย่างเนื้อมะพร้าวขูด ซึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 8.5 บาทต่อ 100 กรัม เป็นฐานในการเปรียบเทียบมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในห่วงโซ่เดียวกัน เมื่อพิจารณาผลิตภัณฑ์แปรรูปขั้นต้น เช่น กะทิสำเร็จรูปยูเอชที จะพบว่ามีมูลค่าเพิ่มไม่แตกต่างจากวัตถุดิบมากนัก (ต่ำกว่า 1 เท่าเล็กน้อย) สะท้อนว่าการแปรรูปในระดับนี้ยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ขั้นกลางอย่างน้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารมีมูลค่าเพิ่มเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 1.29 เท่า) แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มมูลค่าเริ่มเกิดขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับจำกัด ประมาณ 8 เท่า เนื่องจากเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สามารถนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมได้หลากหลาย ทั้งด้านอาหาร เคมี และเวชสำอาง โดยกลุ่มกรดไขมัน ซึ่งจัดเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่มีมูลค่าสูง โดยเฉพาะกรดคาปริลิก กรดคาปริก และโมโนลอริน ที่มีมูลค่าเพิ่มมากกว่า 9–14 เท่า และกรดปาล์มิติก หรือกรดสเตียริก มีมูลค่าเพิ่มในระดับปานกลาง โดยในกระบวนการผลิตนี้ สามารถอธิบายได้ว่า กรดไขมันต่าง ๆ ไม่ได้ถูกผลิตแยกกันทีละชนิดตั้งแต่ต้น แต่ผลผลิตกรดชนิดต่าง ๆ ได้มาจากกระบวนการเดียวกัน กล่าวคือ น้ำมันมะพร้าวดิบจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการแยกส่วนกรดไขมัน ซึ่งเป็นกระบวนการทางเคมีหรือกายภาพ เช่น การกลั่นลำดับส่วน (Fractional distillation) ภายใต้สภาวะสุญญากาศ ทำให้สามารถแยกกรดไขมันออกตามความยาวสายโซ่คาร์บอนและจุดเดือดที่แตกต่างกันได้ ภายในกระบวนการเดียวกันนี้ จึงสามารถได้ทั้งกรดคาปริลิก กรดคาปริก กรดลอริก และกรดไขมันอื่น ๆ พร้อมกัน
อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม: เนื้อมะพร้าวและกะทิ รวมถึง น้ำมะพร้าวถูกนำมาใช้ในอาหารคาวและหวาน เช่น ซุป เบเกอรี่ และอาหารสำเร็จรูป เป็นต้น โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร plant-based ที่ใช้กะทิหรือครีมมะพร้าวเป็นทางเลือกแทนนมจากสัตว์ อุตสาหกรรมยาและสุขภาพ: มะพร้าวมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น กรดลอริก กรดคาปริลิก และกรดคาปริก รวมถึงอนุพันธ์อย่างโมโนลอริน ซึ่งมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลากหลายจึงถูกสกัดไปเป็นยา อุตสาหกรรมนิวตราซูติคอล: สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากมะพร้าว สามารถส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ ช่วยลดความเครียดออกซิเดชัน และเสริมความแข็งแรงของเยื่อหุ้มเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและดูแลผิว: กรดลอริกช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง โดยสามารถใช้เช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอาง บำรุงผิวพรรณ หมักผม หรือใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพ: ปัจจุบันกะลามะพร้าวนิยมแปรรูปเป็นถ่านชีวภาพ ถ่านกะลามะพร้าวมีค่าความร้อนสูง เถ้าต่ำ และควันน้อย จึงเหมาะสำหรับใช้ทั้งในครัวเรือนและอุตสาหกรรมพลังงาน